ทำไมโรงงานอาหารยังใช้คลอรีน แม้สุดท้ายจะต้องกำจัดคลอรีนออกอีกครั้ง
⚙️ ACE Engineering Quote
"วิศวกรน้ำไม่ได้มีหน้าที่กำจัดคลอรีน เราควบคุมคลอรีน"
หลายคนที่เริ่มทำงานในโรงงานอาหารมักเคยสงสัยเหมือนกัน
ถ้าคลอรีนเป็นสารที่ต้องกำจัดออกในภายหลัง แล้วทำไมเราต้องเติมคลอรีนตั้งแต่แรก?
โรงงานจำนวนมากเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อในระบบน้ำ แต่หลังจากนั้นกลับติดตั้ง Activated Carbon เพื่อกำจัดคลอรีนออกอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต
ฟังดูเหมือนการทำงานซ้ำซ้อน
แต่ในความเป็นจริง คลอรีนและ Activated Carbon กำลังทำหน้าที่คนละอย่าง
คลอรีนมีหน้าที่ป้องกันการปนเปื้อนทางจุลชีววิทยา
ส่วน Activated Carbon มีหน้าที่ปกป้องคุณภาพน้ำ กระบวนการผลิต และอุปกรณ์ปลายทาง
ดังนั้นเป้าหมายของวิศวกรน้ำจึงไม่ใช่การกำจัดคลอรีนออกจากโลก แต่คือการควบคุมคลอรีนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ทำไมโลกยังใช้คลอรีน ?
Chlorination
↓
Residual Chlorine
↓
Storage Tank
↓
Pipeline
↓
Point of Use
UV
↓
Disinfection
↓
No Residual
↓
Storage Tank
↓
Recontamination Risk
แม้ว่าคลอรีนจะสามารถก่อให้เกิดสารพลอยได้จากการฆ่าเชื้อ (Disinfection By-Products; DBPs) ได้หลายชนิด แต่คลอรีนยังคงเป็นสารฆ่าเชื้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในระบบน้ำทั่วโลก
เหตุผลสำคัญคือคลอรีนสามารถสร้าง Residual Disinfectant หรือสารฆ่าเชื้อตกค้างในน้ำได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่าคลอรีนเป็นสารฆ่าเชื้อที่ cost-effective
Residual Chlorine ช่วยป้องกันการปนเปื้อนซ้ำระหว่างการเก็บกักน้ำ การส่งผ่านท่อ และการใช้งานปลายทาง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่เทคโนโลยีอย่าง UV หรือ Ozone ไม่สามารถให้ได้โดยตรง
ดังนั้นเป้าหมายของวิศวกรจึงไม่ใช่การกำจัดคลอรีนออกจากระบบทั้งหมด แต่คือการควบคุมคลอรีนให้เพียงพอต่อการป้องกันการปนเปื้อน และลดความเสี่ยงการเกิด DBPs ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
🔹 ทำไมต้องใช้ Activated Carbon ?
หากคลอรีนมีประโยชน์ แล้วเหตุใดโรงงานจำนวนมากจึงติดตั้งระบบ Activated Carbon หลังการเติมคลอรีน
คำตอบคือ คลอรีนมีประโยชน์ในระบบกระจายน้ำ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในทุกกระบวนการผลิต
ในหลายอุตสาหกรรม คลอรีนอาจส่งผลต่อกลิ่น รส คุณภาพผลิตภัณฑ์ หรืออายุการใช้งานของอุปกรณ์บางประเภท เช่น RO Membrane และ Ion Exchange Resin
Activated Carbon จึงมักถูกใช้เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนการใช้งาน เพื่อกำจัดคลอรีนส่วนเกินและปรับคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิต
ความกังวลเมื่อ 20 ปีก่อน THMs และ HAAs
NOM + Chlorine
↓
THM / HAA
ความกังวลของโรงงานส่งออกในปัจจุบันต่อ คลอเรต (Chlorate) และเปอร์คลอเรต (Perchlorate)
NaOCl Degradation (Time + Heat)
↓
Chlorate / Perchlorate
ปัจจุบัน โรงงานอาหารที่ส่งออกไปยังญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับ Chlorate และ Perchlorate มากขึ้น เนื่องจากเป็นสารที่อาจเกิดขึ้นจากการผลิต การเก็บรักษา และการใช้งานสารฆ่าเชื้อที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ
แม้ว่ากลไกการเกิดและข้อกำหนดของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่แนวโน้มดังกล่าวกำลังทำให้โรงงานจำนวนมากหันกลับมาทบทวนการเลือกสารฆ่าเชื้อ การเก็บรักษา NaOCl และการควบคุมคุณภาพน้ำในระบบมากขึ้น
⚙️ Engineering Reality
ไม่มีใครเป็นผู้ร้ายตลอดกาล คลอรีนก็เช่นกัน
หากน้ำมีสารอินทรีย์ต่ำมาก (Natural Organic Matter; NOM) แม้จะใช้คลอรีนก็อาจเกิด สารผลิตภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการฆ่าเชื้อ ที่เรียกว่า DBPs (Disinfection by-products) ในระดับต่ำได้
ในทางกลับกัน หากน้ำมี NOM สูง แม้ใช้คลอรีนในปริมาณไม่มาก ก็อาจเกิด DBPs ได้
DBPs แต่ละชนิดมีสาเหตุการเกิดแตกต่างกัน
NOM + Chlorine
↓
THM / HAA
NaOCl + Time + Heat
↓
Chlorate
Bromide + Ozone
↓
Bromate
Chloramine
↓
Nitrosamines (NDMA)
วิศวกรน้ำไม่ได้มีหน้าที่กำจัดคลอรีน
"เราควบคุมคลอรีน"
คลอรีนน้อยเกินไป อาจเกิดการปนเปื้อนซ้ำ
คลอรีนมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำและการเกิด DBPs
ความท้าทายของวิศวกรคือการรักษาระดับ Residual Chlorine ให้เพียงพอสำหรับการป้องกันการปนเปื้อน แต่ไม่มากเกินความจำเป็น
— ACEKEN Engineering Notes
ในระบบน้ำ ไม่มีสารฆ่าเชื้อใดสมบูรณ์แบบสำหรับทุกสถานการณ์
ความสำเร็จของระบบไม่ได้วัดจากการกำจัดคลอรีนให้หมดไป แต่คือการควบคุมคลอรีนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและกระบวนการผลิตของแต่ละโรงงาน
และนี่คือเหตุผลที่วิศวกรน้ำยังคงต้องเรียนรู้เรื่องคลอรีนอยู่เสมอ แม้จะใช้งานมันมานานกว่าร้อยปีแล้วก็ตาม